บทความ
Internet of Things : อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (ตอนที่ 2) : ความเป็นมาของ IoT
IoT หรือ Internet of Things เทคโนโลยีที่มาแรงสำหรับโลกในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้นี้ ถ้าท่านต้องการทราบว่า IoT คืออะไรกันแน่? มีประโยชน์อะไรบ้าง? ต้องติดตามบทความหลายตอนจบ เรื่องนี้

Coke Internet Machine ที่ CMU
Internet of Things : อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (ตอนที่ 2) : ความเป็นมาของ IoT
โดย ภาสกร ใหลสกุล นักวิชาการอิสระ
 
        แนวคิดของอุปกรณ์ฉลาดได้ถูกริเริ่มและทดลองให้เกิดขึ้นจริงตั้งแต่ปี 1982 ที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกี้ เมลล่อน (Carnegie Mellon University หรือ CMU) ที่มีการต่อตู้ขายน้ำอัดลมโค้กเข้ากับอินเตอร์เน็ต ที่สามารถส่งสัญญาณบอกได้ว่ายังมีโค้กอยู่ในตู้กี่ขวดและเย็นพอจะดื่มได้หรือเปล่า ซึ่งถือว่าเป็นการเชื่อมต่ออุปกรณ์ทั่วไปที่ไม่เกี่ยวกับการสื่อสาร ให้มีการเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ตได้ หลังจากนั้นก็มีเปเปอร์ทางวิชาการที่กล่าวถึง ubiquitous computing และมีการผลิตอุปกรณ์ยุคแรกๆ ของ IoT  และในปี 1994 Reza Raji ได้อธิบายหลักการเรื่องนี้ไว้ในวารสาร IEEE Spectrum ว่า "[moving] small packets of data to a large set of nodes, so as to integrate and automate everything from home appliances to entire factories". และในช่วงปี 1993 ถึง 1996 มีบริษัทหลายบริษัทได้สร้างผลิตภัณฑ์ด้านนี้ขึ้นมา เช่น at Work ของ Microsoft และ NEST ของ Novell เป็นต้น แต่ก็ยังไม่เป็นที่สนใจเท่าไหร่ จนกระทั่งปี 1999 เทคโนโลยีนี้ก็เริ่มเป็นที่สนใจในวงกว้าง โดย Bill Joy ได้บรรยายเกี่ยวกับเฟรมเวิร์คที่ชื่อว่า Six Webs โดยมีหลักการของ Device to Device (D2D) communication เป็นส่วนสำคัญ ในงาน World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
Kevin Ashton

         และในปีเดียวกันนั้นเอง (1999) แนวคิดและชื่อ “Internet of things” ก็ถือกำเนิดเป็นที่โด่งดังเนื่องจาก Kevin Ashton ผู้ร่วมก่อตั้ง “Auto-ID Center” ในมหาวิทยาลัย Massachusetts Institute of Technology (MIT) ได้มองว่าเทคโนโลยี RFID (ย่อมาจากคำว่า Radio Frequency Identification} ซึ่งเป็นระบบที่นำเอาคลื่นวิทยุมาใช้ในการสื่อสารข้อมูลระหว่างอุปกรณ์สองชนิดเพื่อแสดงตัวตน เป็นจุดเริ่มต้นของการนำไปสู่ระบบที่เรียกว่า “Internet of Things” ในทางปฏิบัติจริงๆ ได้ และถ้าสิ่งของและคนสามารถบ่งบอกความเป็นตัวตนได้  ระบบคอมพิวเตอร์ก็สามารถบริหารจัดการสิ่งต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งนอกจากเทคโนโลยี RFID และก็ยังมีระบบ Near Field Communication (NFC), ระบบ Barcode, ระบบ QR Code ที่จะมาใช้บ่งบอกความเป็นตัวตนของของแต่ละสิ่ง
        ต่อมาในยุคหลังปี 2000 เทคโนโลยีต่างๆ ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เริ่มมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ออกมาเป็นจำนวนมาก และยังมีการใช้คำว่า Smart เกิดขึ้นเช่น Smart grid, Smart home, Smart device, Smart network เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถเชื่อมต่อกับโลกอินเตอร์เน็ตได้ ทำให้อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลโดยอาศัยตัว Sensor ในการสื่อสารถึงกันได้อย่างหลากหลายและกว้างขวางยิ่งขึ้น
 


โพสเมื่อ: 2017-08-15

ผู้เข้าชม: 90